# ใบผู้ประกาศ
จริงๆแล้วอยากจะให้คอลัมน์นี้เป็นลักษณะถามมาตอบไปมากกว่า เพราะผมเองก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหนก่อนดี เอาเป็นว่าขอ
เริ่มจากคำถามที่มักจะเจอบ่อยๆก่อนก็แล้วกัน
"ทำไงถึงจะได้เป็นดีเจ" เป็นคำถามสั้นๆ แต่เวลาจะตอบทีนึงนี่ย๊าวยาว.... วันนี้ขอเริ่มต้นไปตามกระบวนการที่ถูกต้องตาม
ทำนองคลองธรรม ซึ่งก็แน่นอน คนที่มาแบบไม่ถูกต้องก็ย่อมจะมี ส่วนจะมาได้ยังไงนั้นยังไม่ขอกล่าวถึง...สิ่งแรกสำหรับผู้ประกอบอาชีพด้าน
วิทยุโทรทัศน์พึงมี นั่นคือใบอนุญาตรับรองเป็นผู้ประกาศจากกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อใช้รับรองในการเป็นผู้ประกาศของสถานีวิทยุกระจายเสียง
และวิทยุโทรทัศน์ทั่วประเทศ นั่นคือถ้าคุณมีใบอนุญาตนี้คุณก็สามารถดำเนินรายการวิทยุหรือโทรทัศน์ที่ไหนก็ได้ทั่วประเทศ (ถ้าเค้ารับคุณนะ)
สำหรับขั้นตอนในการสอบเพื่อขอใบผู้ประกาศเนี่ย ก็มีอยู่หลายขั้นตอน ดังที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟังนี่แหละ อันนี้อ้างอิงข้อมูลจากเอกสารของกรม
ประชาสัมพันธ์เลยนะ...ซึ่งคนที่จะสอบผ่านได้นั้นต้องเป็นคนที่สามารถพูด อ่าน ภาษาไทยได้ชัดเจนถูกต้องและใช้ภาษาได้ถูกต้องตามกาละเทศะ
ซึ่งเป็นทักษะที่คุณจะต้องฝึกฝนถ้าอยากสอบผ่าน...
สำหรับกระบวนการสอบนั้นก็เริ่มจากการสมัครสอบซะก่อน หลายคนถามว่าทำยังไงถึงจะได้สอบ เดินไปขอสอบเลยได้มั้ย?
ไม่ได้ครับ ต้องมีกระบวนการดังนี้ อันดับแรกต้องมี
ผู้ส่งสอบ คือคนที่มีอำนาจหรือมีหน้าที่รับผิดชอบในการเป็นธุระให้คุณเกี่ยวกับการสมัครสอบ ซึ่งได้แก่
- ผอ.สถานีวิทยุ-โทรทัศน์นั้นๆ
- ผอ.สถาบันการประชาสัมพันธ์ กปส.,คณบดี/หัวหน้าภาควิชาด้านสื่อสารมวลชน อันนี้เหมาะสำหรับน้องๆน.ศ.ที่
มีความสนใจก็สามารถรวมกลุ่มกันและเดินเรื่องกับทางอาจารย์ให้ช่วยดำเนินการให้ได้ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับความขยันหรือความขี้เกียจของอาจารย์
ท่านนั้นๆด้วยนะ ถ้ารวมกลุ่มกันไปอาจจะพอมีพาวเวอร์ให้อาจารย์แกช่วยเหลือมั่ง แต่ถ้าไปเดี่ยวๆ อาจารย์แกอาจจะขี้เกียจก็ได้ ถ้าอาจารย์ไม่เวิร์ค
แนะนำข้อต่อไปนี้..ได้สอบชัวร์
- นายกสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งผมเองก็มาจากส่วนนี้ที่ส่งมาสอบ ขั้นตอนคือเราต้องไปสมัครเป็นสมาชิก
สมาคมเค้าซะก่อน สำหรับสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทยก็อยู่ตรงซอยอารีย์ ติดกับกรมประชาสัมพันธ์นั่นเอง เราก็ไปถามเค้าก่อน
ว่าจะสมัครสมาชิกต้องเตรียมอะไรบ้าง ซึ่งผมก็จำไม่ค่อยได้แล้ว ในส่วนของค่าสมัครไม่รู้ว่าตอนนี้กี่บาท ตอนนั้นผมสมัครรายปี ปีละ 200 และ
2000 บาทสำหรับสมาชิกแบบตลอดชีพ ซึ่งถ้าเราสอบได้แล้วจะต่ออายุสมาชิกหรือไม่ต่อก็เป็นสิทธิ์ของเราครับ สำหรับในส่วนของสมาคมฯเมื่อ
เราเป็นสมาชิกแล้ว ทางสมาคมเค้าก็จะมีการจัดอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมในการสอบ(คล้ายๆการติวนั่นแหละ)ในสมัยนั้นไม่มีค่าใช้จ่ายแต่ตอน
นี้ไม่รู้จริงๆ อย่าลืมสอบถามด้วยแล้วกันครับ เมื่ออบรมเสร็จก็เตรียมตัวส่งสอบ โดยเราจะต้องไปเช็คประวัติตัวเองที่สถานีตำรวจเสียก่อนเพื่อให้
ทางตำรวจออกใบรับรองมาว่าเราเป็นบุคคลที่ไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ แล้วนำใบรับรองนี้มายื่นต่อสมาคมเพื่อเป็นหลักฐานในการ
ส่งสอบต่อไป เมื่อส่งหลักฐานครบแล้ว ทางสมาคมจะดำเนินการส่งสอบ เราก็กลับมารออยู่บ้านคอยรับจดหมายเรียกตัวจากกรมประชาสัมพันธ์ใน
การนัดหมายวันสอบต่อไป
- นายกสมาคมนักจัดรายการ ข่าววิทยุ โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ อันนี้ผมไม่มีข้อมูลครับใครอยู่ในแวดวงข่าวก็ลอง
สอบถามหาข้อมูลกันเอาเองนะ
ขั้นตอนต่อมา คือการยื่นเอกสารที่กองงาน กกช. ซึ่งถ้าสมาคมฯส่งสอบ ทางสมาคมฯจะดำเนินการตรงนี้ให้ เราไม่
ต้องมาวิ่งเรื่องเองครับ แต่ถ้าเป็นคนอื่นส่งสอบเราอาจจะต้องมายื่นเอกสารเอง ซึ่งประกอบด้วย หนังสือนำส่ง,ใบสมัคร,รูปถ่าย1นิ้ว 3รูป,สำเนา
ทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประชาชน
จากนั้นทาง กกช.จะตรวจสอบเอกสาร ถ้าไม่ครบต้องแจ้งกลับต้นสังกัด เอามาให้ครบ แต่ถ้าเอกสารเรียบร้อยก็จะทำ
การลงทะเบียนจัดลำดับในการเรียกสอบต่อไป
ขั้นตอนการเรียกสอบ มี2ลักษณะ คือการเรียกสอบจากบุคคลทั่วไปที่มาลงทะเบียนไว้ ซึ่งจะนัดสอบทุกวันพุธและ
วันพฤหัสบดี วันละ 100 คน โดยเรียกจากบัญชีรายชื่อในทะเบียนที่ไม่ได้ส่งโดยวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งจะเรียกสอบโดยส่งไปรษณียบัตรแจ้งล่วงหน้า
ก่อนสอบ 15-20วัน และอีกประเภทนึงคือผู้ที่ผ่านเข้ามาทางการประสานโดยตรงจากทางสถานีวิทยุ-โทรทัศน์ สำหรับผู้ที่ประกอบวิชาชีพเป็น
ผู้ประกาศและผู้ดำเนินรายการอยู่แล้ว โดยประเภทหลังนี่จะสอบในวันอังคาร
การสอบ
- ผู้เข้าสอบรับบัตรคิว เวลา 10.00 น.
- ลงทะเบียนสอบ/แจกข้อสอบ เวลา 11.00 น.
- ฟังคำแนะนำการอ่าน หลักเกณฑ์การให้คะแนน เวลา 12.00 น.
- เริ่มการสอบเวลา 13.00 น. ตามลำดับลงทะเบียน ฟังเรียกลำดับ..นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วให้ดี และเข้าห้องสอบ..
การประกาศผลสอบ จะประกาศผลทันทีหลังสอบเสร็จ ณ สถานที่สอบ ถ้าสอบได้คะแนนเกิน 50 ถือว่าผ่าน รอ
รับบัตรแล้วกลับบ้าน ส่วนใครสอบได้ ต่ำกว่า 50 คะแนน ถือว่าสอบตก ให้กรอกใบขอทดสอบครั้งต่อไป แล้วก็จงรอต่อไปสำหรับการเรียกสอบใน
ครั้งหน้าซึ่งใช้เวลาเป็นเดือนๆ เป็นอันจบขั้นตอนการสอบใบผู้ประกาศ
สอบยากมั้ย?
เป็นคำถามที่เจอประจำซึ่งจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ขึ้นอยู่กับทักษะการอ่านของแต่ละคน ถ้าไม่เคยดูข่าว หรือ
ฟังข่าวตามโทรทัศน์วิทยุบ้างเลยคงจะรอดยาก เพราะในข้อสอบให้อ่านข่าวซึ่งมีข่าวทุกประเภท ดูตัวอย่างข้อสอบที่นี่
การเว้นวรรคตอนการอ่าน
ต้องถูกต้อง ถ้าอ่านผิดให้ขออภัยแล้วอ่านใหม่ แต่อย่าผิดบ่อยเพราะถึงกรรมการจะให้อภัย แต่ก็ไม่ได้ให้คะแนนนะจะบอกให้ ตกอยู่ดี..
ที่มีหน่วยงานต่างๆมาจัดอบรมเทคนิคการสอบใบผู้ประกาศแล้วเสียตังค์ด้วย ควรจะเข้ารับการอบรมดีมั้ย?
ถ้าคุณเป็นคนที่มีทักษะในการอ่านออกเสียงค่อนข้างดีอยู่แล้ว หรือฟังข่าว7โมงเช้าของกรมประชาสัมพันธ์อยู่เป็น
ประจำแล้วสามารถอ่านข่าวได้ใกล้เคียงหรือได้เท่ากับเค้า ก็บอกเลยว่าไม่จำเป็น เพราะการจัดอบรมลักษณะนี้ เข้าข่ายหาตังค์เข้ากระเป๋ามากกว่า
ตั้งใจที่จะมาเผยแพร่ความรู้ แต่ถ้าคุณเป็นคนขี้เกียจดำเนินเรื่องการสมัครสอบเอง เบื่อการเดินทาง และอยากรู้อะไรอีกนิดหน่อยซึ่งก็ไม่ได้สำคัญ
อะไรนัก ถ้าเค้าดำเนินการเรื่องส่งสอบให้ด้วย ก็จ่ายๆให้เค้าไปเหอะเพื่อความสะดวก อันนี้ก็ลองตัดสินใจกันเอาเอง สำหรับค่าอบรมที่ขั้นต่ำอยู่ที่
1500 บาทต่อคน..
ไม่มีใบผู้ประกาศ เป็นดีเจได้มั้ย?
เป็นได้ครับ ดีเจวิทยุชุมชนไง แต่ถ้าเป็นกรณีคลื่นหลัก ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของหน่วยงานที่เป็นเจ้าของความถี่ โดย
ตามหลักการแล้วจำเป็นต้องมี มิฉะนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตจากนายสถานีให้เข้ามาเป็นผู้ดำเนินรายการและยังผิดข้อบังคับของกรมประชาสัมพันธ์
ซึ่งถ้ากรมประชาสัมพันธ์จริงจังกับเรื่องนี้ มีหวังได้เด้งกันกราวรูด บางหน่วยงานเคร่งครัดเอาเป็นเอาตายกับผู้ได้รับสัมปทานคลื่น ใครไม่มีไม่ให้
จัด แต่ในขณะเดียวกันนักจัดรายการในสังกัดที่ตัวเองทำอยู่กลับไม่มีใบผู้ประกาศซักคน...คุณภาพรายการก็แย่..แบบนี้เรียกว่า ปากว่า ตาขยิบ..
(เด็กเส้นอ่ะ รู้จักมะ..) หรือถ้าคุณมั่นใจว่าหน้าตาดี ก็อาจจะไม่ต้องมีก็ได้ เพราะไม่เห็นทางกรมประชาสัมพันธ์จะว่าอะไร นอกจากขอให้เร่งจัด
การไปสอบซะ...
ผู้ใหญ่เค้าคงขอกันได้น่ะ ส่วนเราถ้าหน้าตาไม่ดีและคิดว่าไม่มีเส้นสายก็ทำให้ถูกขั้นตอนเถอะครับ เพราะนั่นหมายความว่าคุณ
ได้ถูกกลั่นกรองมาแล้วขั้นนึงเปรียบเสมือนมีใบประกอบโรคศิลป์
เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ ส่วนจะได้ดีในอาชีพหรือไม่นั้นอยู่ที่ความมีจรรยาบรรณ
การรู้จักเอาตัวรอดและพัฒนาตนเองเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพ ....ขอให้โชคดีครับ