|
วันแรก......เหินฟ้า
เช้านี้ผมต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 กว่าๆ เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปทำงานตามที่ได้รับมอบหมายจากบริษัทให้ไปจัดรายการและตรวจดูความเรียบร้อยต่างๆ
ที่ซันไชน์เรดิโอสงขลา ครั้งแรกที่ผมถูกทาบทามให้มาก็ตอบตกลงทันทีเพราะกำลังเบื่อๆอยากไปเปิดหูเปิดตา..(จริงๆแล้วคือไปเที่ยว)อยู่พอดีอิอิ..แถมไปฟรี
ไม่เสียตังค์อีกตะหาก ว่าแล้วก็รีบจับแท๊กซี่ไปดอนเมืองทันที....
7.10
น. เครื่องแอร์บัส เอ 300 นาม "เทพกษัตรี" เที่ยวบินที่
ทีจี 231 พาผมทะยานขึ้นจากดอนเมือง มุ่งหน้าสนามบินหาดใหญ่ โดยกัปตันกมล
และลูกเรือหล่อๆสวยๆ กัปตันท่าทางเป็นคนอารมณ์ดี ประกาศต้อนรับผู้โดยสารเสียงดังฟังชัด
ไม่เหมือนคนอื่นๆที่พูดงึมงำๆ ฟังไม่เคยรู้เรื่องซักที ผมเลือกนั่ง
ริมหน้าต่าง เพราะชอบมองออกมาข้างนอกวิวสวยดี วันนี้เมฆค่อนข้างมาก
ขนาดบินขึ้นไปสูงลิบก็ยังมีเมฆมาปะทะปีกเครื่องบินเป็นระยะๆ จนเครื่องกระเด้ง
กระดอนอยู่หลายครั้ง ผมได้นั่งอยู่ตอนท้ายเครื่องเพราะดันมาเช็คอินช้าเลยได้ที่หลังๆ
เที่ยวนี้ผู้โดยสารเต็มลำเพราะมีชาวต่างประเทศซึ่งต่อเครื่องที่มาจาก
ญี่ปุ่นนั่งมาด้วยอีกหลายคน เครื่องมาถึงหาดใหญ่ตรงเวลา คือ 8.20 น.
ตอนเครื่องจะลงก็แอบลุ้นอยู่ว่าจะลงนิ่มรึป่าว เพราะส่วนใหญ่สนามบินต่างจังหวัดรันเวย์
์ จะสั้น ทำให้นักบินต้องรีบเอาเครื่องลงแตะพื้น ไม่งั้นเดี๋ยวเลย
การลงจึงไม่ค่อยนิ่มนวลเท่าเวลาลงที่ดอนเมืองซึ่งจะมีเวลาละเลียดในการลงมากกว่า เพราะ
รันเวย์ยาว ครั้งนี้ก็เช่นกัน เครื่องลงดังตุ้บ.... ในความรู้สึกผม
ผมว่าค่อนข้างแรงไปนิด อาจจะเป็นเพราะเครื่องหนัก แล้วลมส่งแรงก็ได้
(ผู้โดยสารนั่งเงียบ.... ถ้าลงนิ่มนี่เค้าจะตบมือ ผมเคยเจอตอนที่ไปลงภูเก็ต
กัปตันลงนิ่ม ผู้โดยสาร โดยเฉพาะชาวต่างชาติตบมือกันใหญ่ คงจะประมาณ.....รอดแล้วตู
อะไรทำนองนี้..
อิอิ) เที่ยวนี้ลงแรงไปหน่อย แถมยังเบรคจนผู้โดยสารหัวทิ่มอีกต่างหากเล่นเอามองหน้ากันเลิ่กลั่กหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น
ลุงที่นั่งข้างๆผมส่ายหัวดิกส่วนที่ แถวหลังมีบ่นพึมพำๆ
(นี่ถ้าเป็นข.ส.ม.ก.คงมีผู้โดยสารที่นั่งแถวหลังสุดถลาไปนั่งพับเพียบข้างคนขับแน่นอน
หึหึ) แต่ก็เอาเถอะหัวทิ่มไปหน่อยก็ดีกว่าถลาเลย
รันเวย์เป็นไหนๆจริงมั้ย.....ก่อนก้าวพ้นประตูเครื่องเห็นกัปตันกมลมายืนส่งผู้โดยสาร
ตัวแกเล็กๆผมเกรียนๆ แต่เก่งจังขับเครื่องบินลำเบ้อเร่อ ไม่รู้จะมีคนแซวแก
มั่งรึป่าวเกี่ยวกับการลงเมื่อกี้ ผมเองอยากจะแซวแกเหมือนกัน "ลงแรงจังลุง"
แต่ไม่เอาดีกว่าเดี๋ยวแกจะน้อยใจ อิอิ
ที่สนามบิน...
พี่เปิ้ล ธุรการของบริษัทมารับด้วยรถเก๋งคันเก่งของแก
ก่อนขึ้นนั่ง พี่เปิ้ลบอกว่านั่งรถแกห้ามเสียงดัง ห้ามไอ ห้ามกระดุกกระดิก
ไม่งั้นรถแกจะดับ หึหึ ...พี่เปิ้ลพาผมควบปุเลงๆด้วยความเร็วประมาณ
40-50 กม./ชม.จากหาดใหญ่มาสงขลาด้วยสภาพรถที่ผมสันนิษฐานว่าโช้คคงจะตาย
เรียบสนิทแล้วทั้ง4ล้อ... กระแทกกระทั้นดีแท้...
และแล้วเราก็มาถึงอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งใกล้ๆกับสถานี
สทร.6 ไม่ขอเอ่ยนาม เพราะเดี๋ยวมีเรื่องลึกลับเล่าให้อ่าน... หึหึ
ที่นี่เป็นอพาร์ทเม้นท์ที่ให้
เช่าทั้งรายเดือน รายวัน ผมอยู่ชั้น 4 บริษัทจองให้พักที่นี่เพราะใกล้สถานีดี
เดินไปแป๊บเดียวถีง... เท่าที่สังเกตเห็น เมืองสงขลาถึงแม้จะมีชาวมุสลิมเยอะ
แต่
ก็มีวัดเยอะมาก แถมอยู่ไม่ไกลกันด้วย เรียกว่าใครจะอยากทำบุญ 9 วัดเนี่ย
ให้มาที่สงขลานี่ รับรองใน 1 ชม.ไปครบแน่ๆหรืออยากอาบน้ำมนต์ 7
วัด 7 วา ก็
สามารถทำได้สบายๆ ขนาดออฟฟิศของเรายังอยู่หน้าวัดเลย
วัดนั้นก็คือวัดดอนรักนั่นเอง
ส่วนที่สถานี สทร.6 นั้น อยู่ใกล้ทะเลครับ เดินไปนิดเดียวก็ถึง แต่ผมยังไม่มีโอกาสได้ไปดูทะเลสงขลา
เพราะต้องเข้าไปทำงานก่อน คิดว่าวันต่อๆไปจะต้องหาโอกาสไปเดินเที่ยวดูบ้าง....

เริ่มจัดรายการตอนบ่ายโมงครับ
วันนี้ฝนตกลงมาเยอะเชียวบรรยากาศดีมากเลย คนฟังที่นี่ก็ให้การตอบรับดีทีเดียวโดยเฉพาะเวลาแจกของรางวัล
อิอิ....ไปเลิกเอาตอน
4โมงเย็น ก็เลยนั่งคุยกับเพื่อนๆต่อจนค่ำ จากนั้นก็ออกมาหาอะไรกินแถวๆหน้าสถานี
ซึ่งมีของกินเยอะมากครับ แต่จะมีเฉพาะตอนกลางคืน
เท่านั้น ส่วนตอนกลางวันจะมีแต่ถนนโล่งๆแล้วแดดก็ร๊อน...
ร้อน ของกินที่นี่มีเยอะครับคนมาซื้อของกินกันเพียบ
(เห็นสาวใต้สวยๆหน้าตาคมขำหลายคน)
แล้วร้านอาหารก็อยู่ปนๆกันทั้งหมูทั้งเนื้อเรียงรายเต็มไปหมด
แต่ใครอย่าเผลอซื้อของกินที่เป็นหมูมานั่งในร้านของมุสลิมเชียวนะครับเพราะเค้าถือ
ที่รู้ก็เพราะ
ว่าดีเจตี้เพื่อนผมเดินไปซื้อทอดมันปลามานั่งกินที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ
เจ้าของร้านรีบถามใหญ่เลยว่า "พี่ขรับ หนั่นไร๊ขรับ ?" พอรู้ว่าเป็นปลา
แกก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมตักน้ำมาให้กินอีกตะหาก ทั้งที่ทั้งโต๊ะ 4 คนมีผมกินก๋วยเตี๋ยวร้านแกอยู่คนเดียว
ใจดีจัง.....
ก่อนแยกย้ายเพื่อนๆฝากเตือนไม่ให้ผมลงมาเดินเพ่นพ่านตอนดึกๆ
เพราะเดี๋ยวถ้าเกิดไปเจอกลุ่มวัยรุ่นอันธพาลเข้าจะแย่ เพราะเคยมีข่าวโจรคอย
ชิงทรัพย์อยู่บ่อยๆ แต่จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้อยากลงมาเพ่นพ่านหรอกครับ
เพราะไม่รู้จะไปไหน ไปไม่ถูก อีกอย่าง ที่นี่ตอนกลางคืนก็เงียบมากๆ
ไม่มีอะไรน่าสนใจ ห้างก็ไม่มีให้เดิน อยากเดินห้างต้องไปที่หาดใหญ่........เวรกรรมแท้ๆ
ผมลงมาซื้อโรตี 2 อันกับน้ำส้มปั่น ขึ้นไปกินบนห้อง แล้วก็ไม่คิดจะลงมาอีก......
ห้องนอนของผมเป็นห้องนอนจริงๆ
มีเตียง เล็กๆ 2 เตียง เก้าอี้รับแขก โต๊ะเครื่องแป้ง ตู้เสื้อผ้า
แค่นี้เอง เพราะเป็นอพาร์ทเม้นท์ไม่ใช่โรงแรม
ผมเริ่มเซ็งเพราะไม่มีอะไรทำ ทีวีก็ไม่มีให้ดู มีแต่วิทยุเครื่องเล็กๆที่พี่เปิ้ลให้ยืมมาฟังแก้เหงา
กินโรตีกับน้ำส้มปั่นหมดก็นอนฟังเพลงไปเรื่อยๆ ลองเปลี่ยนไปฟัง
คลื่นอื่นมั่งก็แปลกดี มีบางคลื่นดีเจจัดรายการเป็นภาษาใต้พูดเร็วมากจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง
แต่ก็สนุกดี ดีเจหัวเราะร่อยจังฮู้ เป็นรายการเพลงลูกทุ่ง
ไม่รู้คลื่นไหน ฟังไปเรื่อย พอเที่ยงคืนทุกสถานีก็ปิดหมด แต่ผมยังไม่หลับ...ทำไงดี.....
ที่นอนก็แข๊ง แข็ง ผ้าห่มก็บ๊างบางเท่าผ้าเช็ดตัวเลย นอนไม่ค่อยสบายเท่าไหร่
พยายาม
ข่มตาให้หลับเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า ไปจัดรายการ 6 โมง ก่อนนอนไหว้พระบอกเจ้าที่เจ้าทางเสร็จสรรพ
และคืนนี้เองช่วงประมาณ ตี 2 ตี 3 ความรู้สึกผมเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น
ในห้องผมมีเตียง 2 เตียง ผมเลือกนอนเตียงขวา เพราะใกล้ห้องน้ำ
ส่วนเตียงซ้ายใกล้ประตูทางเข้าห้อง ไม่ได้นอน ก็อยู่คนเดียว..
จะให้นอนยังไง จะให้โดดไปเตียงโน้นทีเตียงนี้ทีรึไง... ผมยังไม่บ้าซักหน่อย......
เอ้า ! แหม....
กำลังบิ้วท์ ดันนอกเรื่องซะได้..
ในขณะที่ผมรู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่นั้น
....ผมรู้สึกได้ว่าผ้าห่มผืนบางๆที่ห่มอยู่ ...ถูกดึงไปทางขวามือ ส่วนชายผ้าด้านซ้ายผมนอนทับอยู่
เลยรู้สึกตึงๆ ในความมืด....ผมรู้สึกว่าโดนดีเข้าให้แล้ว....ลักษณะแบบนี้ผมเคยโดนมาแล้วที่บ้านเพราะมีกุมารทองมาดึงแต่ครั้งนั้นดึงลง
แต่คราวนี้ดึงไปทางขวา
ความรู้สึกแรกผมค่อนข้างตกใจเหมือนกันและอยากจะย้ายห้อง กะว่าเช้ามาขอย้ายแน่
นอนก็ไม่สบายแล้วยังมาแกล้งกันอีก.... ในความรู้สึกตอนนั้น ผมมองด้วย
หางตาไปทางขวามือ ไม่กล้ามองเต็มตากลัวเจอภาพสยอง...แค่นี้ยังสยองเลยเพราะที่ผมเห็นเป็นผู้หญิงครับ!!
นอนอยู่ข้างๆเตียง แต่ไม่ได้นอนป่าวๆนะ เธอถูก
ห่อด้วยผ้าขาวด้วย !!! แบบเดียวกะศพโดนห่อเด๊ะเลย !! เป็นร่างที่ไม่น่าดูเลย
มีเลือดด้วย....!! โอยๆ ย้ายห้องอย่างเดียวเลยตู
ผมคิดในใจ และเริ่มสวดมนต์
แล้วครับตอนนี้ ยื้อผ้าห่มกันอยู่ซักครู่นึงความรู้สึกนั้นก็หายไป
เหมือนผมหลับลึกลงไปอีกครั้ง....ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ ....มาอีกแล้วครับ
!! คราวนี้ดึงจากทาง
ปลายเท้า !!! ก็เลยยื้อผ้าห่มกันอีกรอบ ผมสวดมนต์อีกรอบ ความรู้สึกเดิมกลับคืนมาอีกครั้ง
แล้วผมก็หลับลงไปอีก... มาตื่นอีกทีตอนมือถือที่ตั้งไว้ปลุกผมตอนตี
5 ครึ่ง !
ความรู้สึกผมตอนตื่นขึ้นมา
มันเหมือนจะฝันก็ไม่ใช่ ตื่นก็ไม่เชิง แต่ความรู้สึกกลัวกลับไม่มี
ไม่เหมือนตอนถูกแย่งผ้าห่ม คิดเข้าข้างตัวเองว่าคงจะ
ฝันไป....แล้วอีกอย่าง ผมเคยถูกน้องกุมารแกล้งแบบนี้มาแล้วเลยเกิดความรู้สึกเคยชิน
เลยไม่ค่อยกลัว แล้วก็ไม่คิดจะย้ายห้องด้วย....ผมออกจากห้องไปที่สถานี
ตอนอีก 10 นาทีจะ 6 โมงเช้า และคืนนี้ ผมจะต้องกลับมานอนที่นี่อีกครัง...ที่ห้องเดิม
!!
หน้าต่อไป
กลับไปที่หน้าแรก
|